ประวัติกีฬาว่าวไทย

ประวัติความเป็นมาของว่าวไทย

คำว่า “ว่าว” เป็นคำที่คนไทยทุกสมัยคุ้นเคย และสัมผัสมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชการ ข้าราชบริพาร และพระมหากษัตริย์  ในที่นี้เราจะกล่าวถึง “ว่าวจุฬา-ปักเป้า” ซึ่งเป็นว่าวเอกลักษณ์ของไทยที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทย  ทั้งยังเป็นกีฬาประเภทหนึ่งในสมัยโบราณที่พระหากษัตริย์ของไทยในอดีตทรงโปรด และจัดให้มีการแข่งขันหน้าพระที่นั่งอีกด้วย

การเล่นว่าวในประเทศไทย มีมาตั้งแสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑ – ๑๙๘๑) คือสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (หรือพระร่วง) นั่นเอง ว่าวที่รู้จักกันมากได้แก่  “ว่าวหง่าว” หรือว่าวดุ๋ยดุ่ย ซึ่งจะใช้ชักขึ้นในพิธี “แคลง” ทุกหนทุกแห่งเป็นความเชื่อของประชาชนในสมัยนั้นว่า เพื่อเป็นการเรียกลมหรือความโชคดีให้เกิดขึ้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า “ว่าวหง่าว” เป็นว่าวที่เก่าแก่ที่สุดของไทยในสมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๐๓ – ๒๓๑๐)  คำว่า “ว่าวจุฬา” ปรากฏชื่อขึ้นในสมัยนี้  และยังสามารถช่วยในการรบชนะ  กล่าวคือในสมัยพระเทพราชาทรงส่งกองทัพไปปราบขบถ เจ้าเมืองนครราชสีมาได้นำว่าวจุฬาขึ้นและผูกหม้อกระสุนดินดำ โดยขนวนถ่วงเวลาและชัดให้ข้ามไปในแดนของฝ่ายตรงข้าม  ทำให้เกิดระเบิดไฟไหม้ขึ้น  ทหารฝ่ายอยุธยาก็เข้าเมืองได้

สมัยแผ่นดินของพระพุทธเข้าเสือ ซึ่งโปรดการปลอมพระองค์ออกไปตามชนบทต่างๆ นอกจากพระองค์จะโปรดการชกมวยแล้ว  ยังโปรดการเล่นว่าวและคว้าว่าวจุฬา-ปักเป้า กับข้าราชการบริพารเสมอๆ คำว่า “ว่าวปักเป้า” จึงเป็นว่าวอีกชนิดหนึ่งที่ปรากฏชื่อขึ้นในสมัยนี้และเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา สมัยรัตนโกสินทร์ในราชวงศ์จักรี  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)  ทรงโปรดการแข่งขันว่าวจุฬา – ปักเป้ามาก  จัดการแข่งขันที่ทุ่งพระสุเมรุ (หรือที่ท้องสนามหลวง) เป็นที่สนุกสนาน  เมื่อเวลาที่ว่าวสายใดชนะก็ทรงโปรดพระราชทานถ้วยรางวัลให้  การแข่งขันเริ่มมีตั้งแต่ปี   พ.ศ.๒๔๔๙ เป็นต้นมา โดยพระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานในการแข่งขันเป็นประจำทุกปี  จนสิ้นสมัยของพระองค์  ฉะนั้นจึงจัดได้ว่าว่าวจุฬา-ปักเป้า ขึ้นเป็นว่าวเอกลักษณ์ของไทยชาติเดียวเท่านั้นที่สามารนำมาเล่นต่อสู้กันได้  โดยมีการวางแผนต่อสู้และการบังคับให้ต่อสู้กันกลางอากาศ

ในปัจจุบันได้มีการจัดการแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้า ขึ้นเป็นประเพณีของกีฬาไทยโดยใช้ชื่อว่า “งานประเพณีกีฬาไทย” ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งจัดการแข่งขันกีฬาของไทยได้แก่ ว่าวจุฬา – ปักเป้า, ตะกร้อลอดห่วง, กระบี่กระบอง, หมากกระดาน, ดาบไทย, เรือยาวประเพณีไทย ซึ่งงานนี้จัดโดยสมาคมกีฬาไทยในพะบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันอีกด้วย

คุณค่าของว่าวไทยจุฬา – ปักเป้า เป็นมรดกสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเราในอดีต ถ้าสายว่าวต่างๆและผู้เข้าแข่งขันทุกๆท่านได้ตระหนักและซาบซึ้งกับคำว่า “กีฬา” และคำว่า “น้ำใจนักกีฬา” อย่างถูกต้องแล้วก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีสมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นกีฬาประจำชาติไทยของเราสืบไปพวกเราซึ่งเป็นลูกหลานสืบทอดกันมา

วิธีการทำว่าว

1.โครงว่าว
การเลือกไม้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำโครงว่าว ไม้ที่นิยมใช้ทำว่าวก็คือ ไม้ไผ่สีสุก ซึ่งมีคุณภาพของเนื้อไม้เหนียวและแน่น มีสปริงในตัวองมันเอง ทำให้เราสามารถที่จะดัด แต่งส่วนประกอบของโครงว่าวให้เป็นรูปต่างๆ กันได้ง่าย (ส่วนใหญ่ไม้สีสุก ที่มีอายุประมาณ 3 ปี ขึ้นไป มีคุณภาพในการใช้ทำว่าวได้ดี)

การตัดไม้ จะต้องตัดจากส่วนโคนต้นขึ้นไป 3 เมตร ไม้ที่ได้จะตัน ส่วนนี้จะมาทำอกว่าว ส่วนขนเหนือ 3 เมตรขึ้นไป จะนำมาทำปีก และขากบ

เทคนิคการเลือกตัดไม้
เราจะตัดไม้ไผ่ในกอส่วนที่ถูกแดดส่องทั้งสองข้าง ได้แก่ ส่วนที่ได้แดดตอนเช้า จากทิศตะวันออก และได้แดดในช่วงบ่ายจากทิศตะวันตก

2. การเหลาไม้และตัดไม้
เมื่อเราได้ไม้ไผ่ตามคุณลักษณะที่ต้องการดังกล่าวแล้ว จึงนำมาเหลาตามลักษณะของโครงว่าวรูปต่างๆ ที่จะทำ เทคนิคของการเหลาและตัดไม้เพื่อให้ได้โครงงอตามรูปต่างๆ ได้ง่ายต้องใช้น้ำตาลปีบทาที่ไม้ที่เหลาแล้ว และค่อยๆ ลนไฟอ่อนๆ เมื่อน้ำตาลละลาย ไม้ร้อย (แต่ข้างในเนื้อไม้จะอุ่น) จะสามารถตัดไม้ได้ง่ายและได้ความคงทนด้วย

3. การผูกว่าว
เมื่อดัดและตบแต่งไม้ได้ตามต้องการแล้ว จึงนำส่วนประกอบต่างๆ ของว่าวแต่ละชนิดมาผูก และประกอบส่วนต่างๆ ขึ้นเป็นตัวว่าวตามต้องการ เช่นประกอบเป็น ว่าวจุฬา และว่าวปักเป้า

4. การปิดกระดาษ
การปิดกระดาษว่าว ตามรูปลักษณะของโครงการว่าวแต่ละชนิดนั้น นิยมใช้กระดาษสาประเทศจีน เพราะเนื้อกระดาษหนาและเหนียวดี แต่ปัจจุบันกระดาษสาของไทยได้วิวัฒนาการให้มีคุณภาพดีขึ้น ฉะนั้นว่าวบางชนิดจึงใช้กระดาษสา ที่ผลิตในประเทศไทนของเราได้

เทคนิคที่จะช่วยให้การปิดกระดาษให้ดึงและสวยงามก็คือ จะต้องทำการปิดกระดาษว่าวในตอนเช้าๆ พอสายอากาศอุ่นขึ้นกระดาษว่าวจะดึงพอดี

อาวุธของว่าว (ที่ใช้เล่นในการแข่งขัน)

ว่าวจุฬา จะมีอาวุธติดตัวอยู่ตรงสายว่าว เรียกว่า “จำปา” ใช้สำหรับเกี่ยวเหนียงและหางของว่าวปักเป้า ทำให้ว่าวปักเป้าเสียหางหรอเหนียงเข้าเครื่อง
ว่าวปักเป้า อาวุธของว่าวปักเป้าที่ใช้ในการต่อสู้กับว่าวจุฬา คือ “เหนียง” ซึ่งประกอบด้วยสายทุ้งและสายยืน สายทุ้งจะยาวกว่าสายยืนเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่พอที่จะครอบหัวว่าวจุฬาได้ ซึ่งจะทำให้ว่าวจุฬาเสียการทรงตัว และตกในที่สุด

เชือกที่ใช้ในการเล่นว่าว เราเรียกเชือกชนิดนี้ว่า “ป่าน” เป็นเชือกที่สามารถบังคับว่าวได้ง่าย เมื่อเรากระตุกว่าวแต่ละครั้ง แรงจะส่งถึงตัวว่าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นเชือกในล่อนจะยืดจนตึงเสียก่อนที่แรงกระตุกจะส่งไปถึงตัวว่าวในภายหลัง ทำให้ว่าวยืด ช้า ไม่ทันการ ผู้ชักจะบังคับว่าวไม่ได้รวดเร็ว ในขณะที่ทำการต่อสู้ซึ่งกันและกัน เทคนิคของการทำให้ป่านมีความเหนียวและยืดหยุ่นดี สะดวกในการกระตุกและบังคับว่าวได้ดังใจของผู้ชักคือ “การกวดป่าน”

ว่าวจุฬาที่ใช้แข่งขันในปัจจุบัน จะมีขนาดอกตั้งแต่ 80 นิ้วขึ้นไป ส่วนว่าวปักเป้าที่ใช้แข่งขันจะมีขนาดอก 34½ นิ้ว

สูตรว่าวจุฬา ขนาดอก 85 นิ้ว
อกยาว 85 นิ้ว
ปีกยาว 81 นิ้ว
หัวยาว 34 นิ้ว
ขายาว 57 นิ้ว
ปีกกว้าง 28.3 นิ้ว
เข็มยาว 22.4 นิ้ว
จากปีกล่างถึงสุ่มขา 13 นิ้ว
เอวโตข้างละ 10 นิ้ว
ผังขา 23 นิ้ว
แร่งขา 24.6 นิ้ว

สูตรว่าวปักเป้า ขนาดอก 34½ นิ้ว
ปีก 40.5 นิ้ว
หัว 7 นิ้ว
สักหัว 16.5 นิ้ว
ระบายปีก 22.5 นิ้ว
สักแรก 2 นิ้ว
สักต่อๆ ไป 3 นิ้ว
ผูกสักหมู่ 2 นิ้ว
ห่วงสำหรับผูกหาง 12 นิ้ว
ว่าวที่เราใช้ในการแข่งขัน เรามักจะทำว่าวให้มีความแตกต่างกัน 3 ชนิด เพื่อจะได้เลือกใช้ตามสภาพอากาศ

ว่าวชนิดแข็ง หมายถึง การเหลาโครงว่าวให้ค่อนข้างแข็ง สามารถที่จะทนต่อแรงลมได้ดี ในวันแข่งขันที่มีลมแรง แต่ถ้านำมาใช้กับสภาพลมอ่อน จะทำให้ว่าวหนักและตกลงมาได้ง่าย

ว่าวชนิดกลาง คือ การเหลาโครงว่าวให้อยู่ในลักษณะที่ไม่แข็งจนเกินไป และไมอ่อนจนเกินไป สำหรับใช้ในวันที่สภาพลมแรงปานกลาง

ว่าวชนิดอ่อน ก็คือ การเหลาโครงว่าวให้อ่อนกว่าชนิดกลางลงมาอีก เพื่อใช้กับสภาพลมอ่อน ช่วยให้ว่าวขึ้นได้ง่าย

ฉะนั้น ในการแข่งขันว่าวแต่ละครั้ง สายว่าวที่เข้าแข่งขันจะต้องเตรียมว่าวมาให้ครบทั้ง 3 ชนิด เพื่อสะดวกในการชักให้ขึ้น และบังคับว่าวให้ได้ดีตามสภาพของอากาศ ว่าวแต่ละชนิดจะมีกี่ตัวก็ได้ ในการแข่งขันไม่จำกัดจำนวน ยิ่งสายว่าวของใครมีว่าวมากก็ยิ่งดีและยิ่งได้เปรียบคู่ต่อสู้ เพราะในการแข่งขันจะมีว่าวหักบ้าง ฉีกขาดบ้าง ขาดลอยหายไปบ้าง ทำให้ว่าวขึ้นมาได้รวดเร็ว และไม่สามารถทำคะแนนได้มากทันเวลาตามกติกาของการแข่งขัน บางครั้งทำคะแนนมาได้ไล่เลี่ยกัน แต่พอมาประสบปัญหานี้เข้า อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นว่าวไม่ทันการ เพราะเกิดความเสียหายดังกล่าวก็แพ้ไปเลยก็มี

เทคนิคเบื้องต้นในการฝึกบังคับว่าว

สำหรับผู้สนใจอยากจะหัดบังคับว่าว คว้าว่าว ควรเริ่มไปตั้งแต่เทคนิคเบื้องต้นง่ายๆ ดังต่อไปนี้

หัดถือว่าวและส่งว่าวให้ถูกวิธี
ว่าวจุฬาเป็นว่าวใหญ่ เวลาถือค่อนข้างง่ายกว่าว่าวปักเป้า เว้นแต่ตอนจะส่งว่าวจะต้องให้ป่านชักตึงเสียก่อนจึงจะส่งว่าวขึ้นได้ ถ้าป่านชักไม่ตึงจะทำให้ว่าวหันหัวลงทันที อาจทำให้ว่าวหัวหักได้

แต่สำหรับว่าวปักเป้าเป็นว่าวเล็ก แบบบาง หากจับต้องไม่ถูกวิธี เช่น กำตรงส่วนหัวหรือส่วนก้นจะทำให้แร่งหัวและระบายปีกหย่อน เป็นเหตุให้ว่าวไม่คล่อง จึงห้ามเด็ดขาด วิธีที่ถูกต้องคือให้รวบสายซุงทั้งสองเส้นให้ติดกับอกว่าวแล้วพาไป หรือจับไม้ด้านในระหว่างกึ่งกลางปีกกับอกตัดกัน

สำหรับการส่งว่าวปักเป้าก็เช่นกัน ควรให้ป่านว่าวตึงเสียก่อนแล้วจึงส่งขึ้นไป แต่ก่อนจะส่งว่าวก็จะต้องตรวจเสียก่อนว่า เหนียงกางดีหรือเปล่า หางขมวดเป็นปมหรือไม่ เพราะบางครั้งต้องนำว่าวลงมาแก้ไขใหม่ ทำให้เสียเวลาในการแข่งขัน

การฝึกบังคับว่าว
การบังคับว่าวโดยเฉพาะว่าวปักเป้า เมื่อว่าวขึ้นอยู่ในอากาศจำเป็นต้องรู้จักบังคับว่าวให้ได้แน่นอน คือใช้วิธีกระตุกด้วยปลายนิ้ว ไม่ใช่กระชากว่าวแรงๆ เพราะจะทำให้ปีกล้า
การบังคับว่าวให้ไปซ้ายขวาปักหัวลงและไต่ขึ้นได้อย่างไร กล่าวคือ วิธีบังคับให้ทำได้ดังนี้ ใช้มือกระตุกหรือสาวหรือผ่อนป่านให้ถูกจังหวะว่าวปักเป้า เพราะปกติว่าวปักเป้าจะยักซ้ายยักขาวอยู่ตลอดเวลา เช่นจะให้ปักเป้าไปทางขวาก็ต้องดูเมื่อมันยักหัวไปทางขวาเต็มที่ พอจะกลับต้องกระตุกทันที แล้วสาวให้แรงเร็ว ว่าวก็จะพุ่งไปทางขวาต่อไปไม่หันกลับ ถ้ากระตุกครั้งเดียวไปได้ยังไม่พอกับความต้องการก็ให้กระตุกซ้ำเมื่อเวลาหัวหันไปทางเดิมดังนี้ว่าวก็จะพุ่งเป็นทอดๆ ได้ตามต้องการ หรือจะให้ไปทางซ้าย ก็ใช้กระตุกเช่นเดียวกัน แต่ให้จังหวะหัวชี้ไปทางซ้าย ถ้าจะให้ขึ้นสูงก็สาวขึ้นมาเฉยๆ จะให้เร็วก็สาวเร็วแต่ถ้าจะให้คว้าลงข้างล่างต้องกระตุกให้แรงหน่อยในจังหวะที่ว่าวยักให้หัวหกปักลงแล้วสาว หัวปักเป้าก็จะพุ่งลงดิน เมื่อจะให้กลับขึ้นก็ต้องกระตุกซ้ำและผ่อนป่านนิดหน่อย หัวก็จะกลับขึ้นดังเดิม

การบังคับว่าวจะต้องฝึกหัดให้คล่องจริงๆ จึงจะบังคับว่าวให้ต่อสู้กันได้ การบังคับว่าวคือหัวใจของการต่อสู้ และต้องบังคับให้ได้อย่างที่ใจนึกจึงจะใช้การได้ดี

วิธีการเล่นแข่งขันระหว่างว่าวจุฬาและว่าวปักเป้า

ฤดูการแข่งขันว่าวประจำปี เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน โดยสมาคมกีฬาไทยนพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนต่างๆ เป็นผู้จัดโดยใช้ชื่อว่า “งานเทศกาลกีฬาไทย” ซึ่งมีกีฬาไทยอีกหลายๆ ประเภท แต่ที่เป็นกีฬาเอกลักษณ์ของไทยก็คือ การแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้า ในปัจจุบันได้จัดการแข่งขันวันละ 4-5 ผลัดๆ ละ 25 นาที พัก 5 นาที เริ่มตั้งแต่ 16.00 น. – 18.30 น. สุดแล้วแต่จำนวนว่าวที่ส่งเข้าแข่งขัน และมีการแข่งขันทุกวัน

สนามแข่งขันส่วนมากใช้สนามหลวง โดยแบ่งสนามแข่งขันออกเป็น 2 เขต เขตว่าวจุฬาจะอยู่ด้านเหนือเมฆ ส่วนว่าวปักเป้าจะอยู่ใต้ลม โดยปักเสาขึงเชือกกั้นกึ่งกลางสนาม ความสูงของเสาหรือเชือกจากพื้นดินประมาณ 2½ เมตร และใช้แนวเส้นนี้เป็นเส้นตัดสินชี้ขาด

ว่าวที่ส่งเข้าแข่งขันจะต้องนำไปลงทะเบียนเพื่อให้นายสนามตรวจและประทับตราของสมาคมฯ รับรองความถูกต้องเสียก่อน จึงจะนำเข้าแข่งขันได้

การแข่งขันเป็นการแข่งขันสองชั้น กล่าวคือ เป็นการแข่งขันเอาแพ้ชนะกันระหว่างว่าวจุฬากับว่าวปักเป้าชั้นหนึ่ง โดยจุฬาพบกับปักเป้าสายใดก็ตาม จะพบกันได้ครั้งเดียว (แต่ก่อนเคยใช้พบกันได้สองครั้ง) ใครชนะได้ 10 คะแนน และรวมคะแนนไว้จนกว่าจะจบการแข่งขันในถ้วยนั้นๆ และอีกชั้นหนึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างว่าวจุฬาด้วยกัน นั่นคือจุฬาสายใดชนะปักเป้ามากที่สุดโดยดูจากคะแนนรวมเมื่อจบการแข่งขันจุฬาสายนั้นจะเป็นผู้ชนะเลิศฝ่ายจุฬา ส่วนว่าวปักเป้าก็เช่นกัน สายไหนชนะจุฬาทำจุฬาตกมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะฝ่ายว่าวปักเป้า ส่วนสายที่ได้คะแนนรองลงไป ก็จะได้รองชนะเลิศอันดับหนึ่งและรองชนะเลิศอันดับสอง ตามลำดับแล้วแต่กรณี

ว่าวจุฬาเมื่อคว้าติดปักเป้าแล้ว จะต้องต่อสู้กันโดยทำให้ปักเป้าเข้าร้ายหรือตายหมดทางสู้เสียก่อน จุฬาจึงจะวิ่งรอกพาข้ามศูนย์ไปได้ การเข้าร้ายอาจเข้าร้ายได้ทั้งว่าวจุฬาหรือว่าวปักเป้า

ว่าวจุฬาเข้าร้าย หมายถึง จุฬาถูกเหนียงครอบ ถูกประกบข้างหน้าหรือข้างหลัง ถูกรัดซุง รัดขากบ ถูกเสียบหัว หรือจุฬาพิการ เช่นปีกหัก ขาหัก ซุงขาด เหล่านี้เป็นต้น ทำให้จุฬาตกในแดนของปักเป้าเท่ากับปักเป้าชนะ

ว่าวปักเป้าเข้าร้าย หมายถึง ปักเป้าเสียหางตัวเอง เสียหางหน้าซุง เสียหางที่จำปา หรือกลางป่าน เสียหางรายทาง (คือปักเป้าสั้น หางพาดซุงหรือพาดสายป่าน ป่านตาย ผ่อนไม่ออก) หางขาด หางขมวด หางเข้าเหนียงตัวเอง เหนียงเข้าเครื่อง หรือว่าวชำรุดด้วยประการใดก็ดี จุฬาสามารถวิ่งรอกพาข้ามศูนย์เข้าไปในแดนของตนได้ทันที เท่ากับจุฬา เป็นฝ่ายชนะ

การแข่งขันว่าว จุฬา-ปักเป้า เป็นการแข่งขันที่ต้องใช้บุคลากรตามตำแหน่งต่างๆ มากกว่ากีฬาไทยชนิดอื่นๆ ตำแหน่งต่างๆ ที่ต้องใช้กรรมการตัดสินว่าว จุฬา-ปักเป้า ได้แก่ นายสนาม 1 คน รองนายสนาม 1 คน ประธานกรรมการผู้ตัดสิน 1 คน กรรมการผู้ตัดสิน 4 คน ผู้ช่วยกรรมการผู้ตัดสิน 4 คน กำกับเส้น 2 คน หรือ 3 คน (แล้วแต่ความกว้างใหญ่ของสนาม) กรรมการธงยกเลิก 1 คน กรรมการผู้เขียนคะแนน 1 คน โฆษกอีก 1 คน (สำหรับพากย์การต่อสู้ของว่าวจุฬา-ปักเป้า) รวม 16 คน ทั้งนี้กรรมการและผู้เข้าแข่งขันทั้งจุฬาและปักเป้าจะต้องยึดถือกติกาการแข่งขันว่าว จุฬา-ปักเป้า ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2550 ของสมาคมกีฬาไทยฯ ซึ่งมีทั้งหมด 71 ข้อ เป็นเกณฑ์

คุณค่าของกีฬาว่าว จุฬา-ปักเป้า

ในการแข่งขันกีฬาว่าว จุฬา-ปักเป้า ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย นอกจากนี้ว่าวจุฬา-ปักเป้า ยังเป็นว่าวเอกลักษณ์ประจำชาติ โดยที่ไม่มีว่าวของประเทศไหนที่สามารถนำว่าวมาต่อสู้กันได้อย่างของไทย จึงกล่าวได้ว่าว่าวจุฬา-ปักเป้า เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สำหรับผู้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งด้วย สมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์เผยแพร่และส่งเสริมให้ประชาชน และเยาวชนทั่วไปได้เรียนรู้การเล่นแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้า อันเป็นว่าวมรดกของไทย ซึ่งสืบทอดต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลาน

สภาพปัจจุบันนี้ สายว่าวต่างๆ แต่ละปีได้สูญเสียบุคลากรที่สืบสายสกุลของครูว่าวลงเรื่อยๆ จำนวนคนจะมาทดแทนนั้นหาได้ยากมาก บางคนที่เป็นลูกหลานครูว่าว ก็ไม่ได้สนใจที่จะสืบทอดมรดกชิ้นสำคัญนี้ กลับมองไปว่าเป็นสิ่งล้าสมัยบ้าง เชยบ้าง ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ แต่กลับไปสนใจเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เช่น การเล่นเกมส์ต่างๆ บางคนก็เอาเวลาไปเข้าสถานเริงรมย์ต่างๆ จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ที่มรดกทางวัฒนธรรมของว่าวไทย จุฬา-ปักเป้า กำลังจะสูญหายไป และต่อไปในวันข้างหน้าก็อาจจะเหลือแต่ความทรงจำเท่านั้นเป็นอนุสรณ์ ที่ไม่สามารถจะย้อนกลับวัน เวลา ให้คืนกลับขึ้นมาได้

About Author: thaisports

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>